วันอังคารที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2554

บริหารสมอง สร้างพลังความจำ

‘สมอง' ก็เหมือนส่วนอื่นๆ ของร่างกายที่ต้องออกกำลังบริหารอยู่เสมอเพื่อให้คงอยู่ในสภาพดี นอกจากจะส่งผลให้สมองโลดแล่นแล้ว ยังส่งผลต่อประสิทธิภาพของการจดจำอีกด้วย สำหรับคนขี้หลงขี้ลืม อาจทำให้ประสิทธิภาพการทำงานหรือใช้ชีวิตประจำวันลดลง และยังอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคสมองเสื่อม และเพราะ ‘ความจำ' เราจึงเรียนรู้ได้โดยเอาสิ่งที่ผ่านมาในชีวิตมาวิเคราะห์และปรับปรุง ความจำทำให้เราสามารถทำงานบางอย่างที่เราได้เรียนมาอย่างช่ำชอง หรือหลีกเลี่ยงการกระทำบางอย่างที่ไม่ดีได้ จิตใต้สำนึกของเราบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตตลอดเวลา ความจำเป็นสิ่งไม่ตาย แต่อยู่ถาวรภายใต้จิตสำนึก หากได้รับการฝึกฝนที่ดี ก็จะสามารถเรียกความจำเก่าๆ ในชีวิตกลับมาได้

วิธีเพิ่มความจำให้สมอง ด้วยหลักปฏิบัติง่ายๆ

1. กินอาหารเพิ่มความจำ

- กลุ่มวิตามินบี เช่น นมพร่องมันเนย กล้วย ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่วต่างๆ ผัก ผลไม้ ช่วยป้องกันสมองเสื่อม ความจำเลอะเลือน

- กลุ่มธาตุเหล็ก เช่น เนื้อสัตว์ อาหารทะเล ซึ่งมีผลต่อไอคิว ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองซีกซ้ายที่เกี่ยวกับระบบการคิด

- ไข่แดง ตับ ถั่วลิสง เนยถั่ว บำรุงเซลล์สมอง

- ปลาที่มีโอเมก้า 3 อาทิ ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน และปลาแมคเคอเรล ช่วยป้องกันความจำเสื่อม

- ผักผลไม้สด เช่น ผลไม้ที่มีสีแดง ม่วง น้ำเงิน โดยเฉพาะตระกูลเบอร์รี่ต่างๆ นั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระชนิดที่มีความเข้มข้นสูง หรือที่เรียกว่า Anthocyanidin

- ลดปริมาณแอลกอฮอล์

2. ออกกำลังเพิ่มความจำ

การออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้เลือดนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้ดียิ่งขึ้น และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกระตุ้นความจำของสารเคมีในสมองที่เรียกว่า Brain-Derived Neurotrophic Factor ให้ทำงานได้ดีขึ้นด้วย ทั้งนี้ควรออกกำลังกายให้หลากหลายประเภท เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ของสมองจากการฝึกฝนทักษะใหม่ๆ อาทิ

- ออกกำลังแบบแอโรบิก หรือออกกำลังต่อเนื่อง เช่น วิ่งเหยาะ นาน 20-30 นาที อย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์

- การฝึกโยคะ รำมวยจีน เดินจงกรม สามารถพัฒนาความจำได้

- ออกกำลังกายเบาๆ เช้าหรือเย็น เดินเท้าเปล่าเหยียบพื้นดินบ้าง บนหญ้าบ้าง แกว่งแขนเบาๆ

- ฝึกเดินถอยหลัง หาพื้นที่โล่งกว้าง ยืนให้มั่น ค่อยๆ ก้าวถอยหลังช้าๆ อย่างน้อยวันละ 50 ก้าว

3. ฝึกสมาธิ ควบคุมอารมณ์และจิตใจ

เพิ่มประสิทธิภาพของสมองและระบบประสาทด้วยการ

- นอนหลับให้เพียงพอ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง เซลล์ประสาทจะสื่อสารกันได้มากขึ้น ส่งผลต่อการเรียนรู้และความจำ คนส่วนมากต้องการนอนวันละ 7 ชั่วโมง (แต่ละคนไม่เท่ากัน) ลองสังเกตดูว่านอนเท่าไรที่จะทำให้สดชื่น และไม่ง่วงตอนบ่ายๆ แต่แนะนำว่าไม่ควรนอนเกินวันละ 9 ชั่วโมง เพราะการนอนมากเกินไปทำให้เกิดโรคต่างๆ เพิ่มขึ้นได้

- ฝึกสมาธิ ไทเก๊ก (ชี่กง-ไท จี้) โยคะ ซึ่งช่วยทำให้การหายใจเข้า-ออกช้าลงอย่างน้อยวันละ 10 นาที

- แสดงความชื่นชมคนรอบข้างเสมอ เพื่อฝึกการมองโลกในแง่ดี แต่คนที่ต้องชื่นชมก่อนคนอื่นทั้งหมดคือ ชื่นชมตัวเราเองเวลาเราทำอะไรดีๆ หรือเวลาทำอะไรดีๆ สำเร็จ ไม่ว่าจะมากหรือน้อย ควรฝึกให้รางวัลตัวเองบ้าง

- ขยันดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เนื่องจากสมองต้องการเลือดมาหล่อเลี้ยงถึงร้อยละ 5 ของเลือดในร่างกาย เมื่อร่างกายขาดน้ำจะทำให้ความสามารถทางสมองลดลง ความคิดจะไม่ค่อยแล่น ทำให้ซึมเศร้าและอาการเครียดก็จะตามมา

- ฟังเพลง Mozart ก่อนนอนสักหนึ่งรอบ จะช่วยเรื่องความจำได้

4. บริหารสมอง

การเล่นหมากรุก หมากล้อม ครอสเวิร์ด ซึ่งต้องใช้ความคิด เซลล์สมองจะเจริญเติบโตมากขึ้น ความสามารถในการจำก็จะดีขึ้นด้วย

วันจันทร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2554

เตรียมรถก่อนสงกรานต์ อะไรบ้างที่ห้ามลืม!!!

เหลืออีกเพียงไม่กี่วันแล้วเท่านั้นร สำหรับเทศกาลสงกรานต์ วาระดิถีสวัสดีปีใหม่ไทยที่กลับมาให้เราได้ชื่นมื่นกันอีกครั้งทั่วทุกสาระทิศกับการดน้ำขอพร ปีนี้เราเชื่อว่าหลายคนมีโปรแกรมออนทัวร์ไปต่างจังหวัดมากมาย หลายคนกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดที่จากมา และวันนี้ถ้าคุณคิดกำลังจะเดินทางจงเตรียมตัวให้พร้อม

"ดูแลรถ แล้วรถจะดูแลเรา" คำนี้เป็นคำที่ผมมักบอกหลายๆคน ที่ใกล้ชิด เพราะเมื่อรถพร้อมคนพร้อม ที่เหลือก็แค่โชคชะตากับเพื่อร่วมทางที่จะเป็นตัวแปรสำคัญต่อๆไป ซึ่งวันนี้หากใครกำลังเตรียมตัวออกต่างจังหวัดหาความสำราญแล้ว ช่วงก่อนเดินทางนี้เรามาเตรียมรถให้พร้อมเพื่อเสริมความมั่นใจในการขับขี่กันดีกว่า



1.เครื่องยนต์ต้องพร้อม..ฟิตๆก่อนออกทริป ถ้าถามว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่ทำให้รถยนต์เคลื่อนที่ได้ แน่นอนสิ่งนั้นคงไม่พ้นเรื่องของเครื่องยนต์กำลังหลักในการขับเคลื่อนที่เราอยากให้ใส่ใจสักนิด โดยเฉพาะคุณผู้หญิงจะได้ไม่ลำบากระหว่างทาง

การดูแลเครื่องยนต์นั้น สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเท่านั้น แต่คุณยังควรต้องมองถึงความผิดปกติอื่นๆ รวมถึงส่วนควบเครื่องยนต์ อย่างระบบเกียร์ และคลัทช์ ว่ายังอยู่สภาพสมบูรณ์หรือไม่ พบรอยน้ำมันที่ผิดปกติในห้องเครื่องหรือไม่ ลองเช็คก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบหล่อเย็นเป้นสิ่งสำคัญที่ต้องตรวจดู และถ้าพบความผิดปกติลองนำไปปรึกษาช่างผู้ชำนาญการ จะได้เป็นการป้องกัน



2.เบรก-ยาง..ชีวิตเราแขวนกับมัน.. เมื่อตรวจสอบเครื่องยนต์แล้ว ก็ได้เวลาสำรวจสิ่งต่อไปนั่นคือ เบรก ยาง รวมถึงระบบช่วงล่าง ที่ควรจะต้องตรวจสอบให้อยู่ในสภาพที่ดี ไม่ควรแค่ใช้งานได้ การตรวจสอบยางนั้น ให้ดูหน้าสัมผัสยางว่าถึงจุดสะพานยางรึยัง ถ้าถึงแล้วควรเปลี่ยนเสีย โดยแนะนำให้เปลี่ยนกยกชุด หรือหากงบน้อย เลือเปลี่ยนเป็นคู่

ส่วนเบรกนั้นง่ายมากคอยฟังเสียง ถ้ามีเสียงเหล็กสีกันเวลาเบรก ควรเปลี่ยนผ้าเบรคใหม่อย่าช้าที อย่างเดียวกับถ้ามีระยะหยุดที่ผิดปกติ ส่วนเรื่องช่วงล่างต้องยกให้ช่างตรวจสอบไปก็หมดเรื่อง



3.ส่วนบังคับเลี้ยวเรื่องนี้ต้องดู หลายคนมักลืมระบบบังคับเลี้ยวไป เนื่องด้วยมันมักไม่ค่อยเสียจากการใช้งานมากนัก โดยเฉพาะรถใหม่นี่แทบจะผ่านข้อนี้ไปได้ เลย แต่ถ้าคุณใช้รถยนต์ที่มีอายุเกิน 10 ปี ขึ้นไป การตรวจสอบระบบบังคับเลี้ยวก่อนเดินทางถือว่าเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากน๊อตและโบล์ตต่างๆอาจมีการเสื่อสภาพ ทำให้ทำงานได้ไม่เต้มประสิทธิภาพและท้ายที่สุดอาจบกพร่อง ให้ตรวจดูว่า พวงมาลัยมีการคอนหรือไม่ น้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์พร่องไปหรือมีน้ำมันหยดใต้รถหรือไม่ ถ้ามีเป็นไปได้รีบซ่อมแซมเสียก่อนเดินทาง เพราะการบังคับเลี้ยวสำคัญมากอย่านิ่งนอนใจ



4. ปรับอากาศ...อันนี้ก็จำเป็น บ่อยครั้งที่เราเดินทางไกล แล้วเกิดพบว่ารถที่เราใช้นั้นเกิดเสียกลางทาง หนึ่งในหลายๆอาการที่เรามักได้ยินบ่อยๆคือแอร์เสีย ที่แย่กว่าระบบอื่นๆเสีย เนื่องจาก มันมักจะทำให้เพื่อนร่วมเดินทางหงุดหงิดเช่นเดียวกับคุณ ที่คงไม่ค่อยจะสุขในมากนักหากเจออากาศของเมษาฯหน้าร้อน

การตรวจสอบระบบแอร์นั้นควรนำไปให้ร้านตรวจสอบ โดยมาก รถทุกคันจำเป็นต้องเติมน้ำยาแอร์ทุก 2-3ปี โดยเฉลี่ย ซึ่งการเติมน้ำยาแอร์ควรเลือกร้านที่วางใจได้ เนื่องจากปัจจุบัน พบว่าน้ำยาแอร์ปลอมที่นอกจากจะไม่เย็น เป็นอันตรายต่อชีวิตแล้ว อาจทำให้ระบบพังได้ด้วย



ทั้ง 4 ข้อนี้คือสิ่งที่ควรตรวจสอบรถก่อนการเดินทางที่ควรจะปฏิบัติ ซึ่งหากคุณเป็นคนที่ยุ่งมากการนำรถไปให้ศูนย์บริการตรวจสอบสัก 1 วันนั้นก็นับว่าเป็นไอเดียที่ดีไม่น้อยเลยทีเดียว..และเราแนะนำให้รีบทำการเทศกาลสงกรานต์นี้ครับ

วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2554

ทายนิัสัยจากการอ่านหนังสือพิมพ์

ทุกคนต้องเคยอ่านหนังสือพิมพ์กันอย่างแน่นอน แต่ว่าแต่ละคนคงจะเลือกอ่านข่าวที่ต่างกันออกไปดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าว่า อ่านข่าวไหนมีนิสัยอย่างไร...

อ่านข่าวบันเทิงก่อน
เป็นคนที่มีความสนุกสนานรื่นเริง ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับความบันเทิงเริงรมย์ ชอบไปงานเลี้ยงสังสรรค์ ชอบดู ภาพยนตร์ สนใจเรื่องของชาวบ้าน

อ่านหนังสือพิมพ์ทั้งฉบับ
เป็นคนกระตือรือร้นและอยากได้ข่าวสารใหม่ๆ ตลอดเวลา ไม่ชอบที่จะเป็นคนตกข่าว เป็นคนรอบคอบละเอียดถี่ถ้วน เมื่อทำอะไรแล้วก็จะตั้งใจทำให้ดีที่สุด

อ่านข่าวในประเทศก่อน
เป็นคนที่เคารพกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ของสังคม ไม่ชอบเอาเปรียบผู้อื่นเป็นนักต่อสู้ตัวฉกาจ ปฎิบัติตัวต่อคู่ครองด้วยความรักและซื่อสัตย์ มีความจริงใจต่อเพื่อนฝูง ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความเต็มใจ

อ่านข่าวผ่านๆ และเลือกอ่านข่าวเพียงบางเรื่อง
เป็นคนไม่ค่อยใส่ใจต่อเหตุการณ์ของโลกนัก มักจะใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่ค่อยยุ่งกับชาวบ้าน มองโลกในแง่ดี รักเพื่อน และมีน้ำใจ

อ่านข่าวภูมิภาคก่อน
หากเลือกอ่านข่าวที่เกี่ยวกับท้องถิ่นของตนเองก่อน จะเป็นคนที่รักพวกพ้องมากใครจะมาแตะต้องไม่ได้ ต้องลุยให้แหลกกันไปข้างหนึ่ง เป็นคนชอบความสงบ ไม่ชอบยุ่งเรื่องคนอื่นนอกจากพวกของตน

อ่านข่าวเกี่ยวกับการบ้านการเรือนก่อน
เป็นคนที่กระตือรือร้นและมีระเบียบ วินัย มีการวางแผนงานเฉพาะหน้าเพื่อตนเองและครอบครัว หากรักปากอะไรกับใครแล้วต้องทำได้

อ่านข่าวท่องเที่ยวก่อน
เป็นคนอยู่ไม่ติดที่ ชอบเดินทางอยู่เสมอ ถ้าหากอยู่ที่ไหนนานเกินไปจะเกิดอาการเบื่อ ต้องรีบหาเรื่องชีพจรลงเท้าทันทีรักความอิสระเสรี เป็นตัวของตัวเองสูง

อ่านข่าวกีฬาก่อน
เป็นคนชอบทำงานเป็นทีม ไม่หวั่นต่อการเสี่ยงและท้าทาย ชอบการทำงานหนักและไม่ท้อแท้ต่ออุปสรรคต่างๆ แต่จะคิดว่าเป็นบทเรียนที่มีค่าสำหรับตนเอง นอกจากนั้นแล้วยังเป็นคนที่ชอบการต่อสู้แข่งขันมีระเบียบวินัยสูง มักจะประพฤติตัวอยู่ในกรอบและพร้อมจะปรับปรุงตัวเอง

อ่านข่าวเศรษฐกิจก่อน
เป็นคนชอบความท้าทาย ชอบเรื่องลับสมอง และมีความสุขที่ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ออกมา เป็นคนที่มีความที่มีความทะเยอทะยานสูง ค่อนข้างจริงจังกับชีวิต จะทำงานที่เห็นว่าเหมาะสมกับตนเองและทุ่มเทกับการทำงานอย่างเต็มที่

อ่านเรื่องเกี่ยวกับอาหารก่อน
เป็นคนที่มีรสนิยมดี ชอบความสวยงาม ชอบให้ตนเองแวดล้อมไปด้วยสิ่งที่เจริญตา และพยายามทำตนให้เป็นที่สนใจต่อเพื่อนฝูงและคนอื่นๆ ไม่ชอบเป็นคนตกสมัยมักทำตัวเองให้อีพเดทอยู่เสมอทั้งในเรื่องการแต่ตัวแลฃะ รสนิยมในการใช้ชีวิต


ขอบคุณข้อมูลจาก FW Mail
ขอบคุณภาพประกอบจาก Photos.com

ออกกำลังกายตามราศี

วันนี้เชิญ คุณ ๆ มาออกกำลังกาย ตามราศี โดยจะทำนายทายทักนิสัยและสไตล์การออกกำลังกายที่เหมะสมกับทั้ง 12 ราศี

ราศีกรกฏ(เกิด 23 มิ.ย.-23 ก.ค.) - คุณอ่อนไหว ระแวดระวัง และหัวรั้น คุณจะรู้สึกผ่อนคลายขึ้น เมื่อได้ฝึกโยคะพิลาทิส หรือออกกำลังกายโดยมีเทรนเนอร์คอยดูแล

ราศีสิงห์ (เกิด 24 ก.ค.-23 ส.ค.) - คุณออกจะเป็นคนบ้าพลังที่ออกกำลังกายได้เป็นชั่วโมง เหมาะกับพาวเวอร์โยคะ เดินป่า ปีนเขา เพื่อให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานอย่างเต็มที่

ราศีกันย์ (เกิด 24ส.ค.-23 ก.ย.) - เพอร์เฟ็คชั่นนิสต์ เช่นคุณ เหมาะกับการออกกำลังกายที่ได้เผาผลาญพลังงานพร้อมกับได้ผ่อนคลาย เช่น วิ่ง หรือว่ายน้ำ

ราศีตุล (เกิด 24 ก.ย.-23 ต.ค.) - คุณมีจินตนาการกว้างไกล คุณต้องการความสมดุลในชีวิต จึงเหมาะกับการฝึกโยคะ พิลาทิส และท่าบริหารที่ฝึกการทรงตัวด้วยฟิตบอล

ราศีพิจิก (เกิด 24 ต.ค.-22 พ.ย.) - คุณเป็นคนคิดมาก และเป็นพวกเก็บความรู้สึกเก่ง การปั่นจักยานโดยปรับแรงต้านหนักสลับเบาจะทำให้คุณลืมเรื่องรกสมองได้

ราศีธนู (เกิด 23 พ.ย.22 ธ.ค.) - คุณเป็นนักผจญภัยที่มีทักษะด้านกีฬา และชอบออกกำลังกายกลางแจ้ง จึงเหมาะกับการปั่นจักรยาน วิ่ง ปีนผา หรือเข้าร่วมค่าย
กีฬากลางแจ้ง

ราศีมังกร (เกิด 23 ธ.ค.-19 ม.ค.) - สัญญลักษณ์ประจำราศี คือแพะ คุณจึงเหมาะกับการออกกำลังกายที่อาศัยความอึด เพื่อไปถึงเป้าหมายอย่าง ปั่นจักรยานทางไกล
หรือปีนเขา

ราศีกุมภ์ (เกิด 20 ม.ค.-19 ก.พ.) - สาวรักอิสระ เป็นตัวของตัวเองเช่นคุณ เหมาะกับกิจกรรมที่ใช้พละกำลัง แต่ให้ความรู้สึกเพลิดเพลินไปในตัว เช่น พายเรือ

ราศีมีน (เกิด 20 ก.พ.-20 มี.ค.) - สาวอ่อนไหว น้ำใจงามแบบนี้ ควรออกกำลังกายที่ช่วยทำให้ใจสงบ อย่างฝึกโยคะ หรือเข้าคลาสที่ได้ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ

ราศีเมษ (เกิด 21 มี.ค.-20 เม.ย.) - คุณเป็นคนธาตุไฟ จึงมีความแอ๊คทีฟ และชอบการต่อสู้ จึงเหมาะกับการวิ่ง ชกมวย หรือ ปั่นจักรยานเป็นกลุ่ม เพื่อปลดปล่อยพลังงาน

ราศีพฤษภ (เกิด 21 เมย.-21 พ.ค.) - คุณเป็นคนชอบชีวีตสุขสบาย จึงเหมาะกับการออกกำลังกายที่เห็นผลชัดโดยไม่หนักเกินไป อย่างเช่น เดินเร็ว ต่อด้วยบริหารความ
แข็งแรงของกล้ามเนื้อ

ราศีเมถุน (เกิด 22 พ.ค.-22 มิ.ย.) - คุณเป็นคนที่มีนิสัยรักความท้าทาย และชอบทดลองสิ่งแปลกใหม่ เหมาะกับการออกกำลังกายรูปแบบละวันสลับกันไปเรื่อย ๆ

ทักทายนิสัย และแนะนำการออกกำลังกายให้คุณแล้ว ทีนี้ก็รีบแต่งตัว แล้วอย่าลืมมองกระจกแล้วเช็คตัวเอง เพื่อเพิ่มความมั่นใจอีกครั้ง
และเตรียมพร้อมสำหรับการออกกำลังกายอย่างสนุกสนาน...


ขอบคุณข้อมูลจาก modothai
ขอบคุณภาพประกอบจาก Photos.com

วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2554

ฮวงจุ้ยที่ดิืน


ก่อนปลูกบ้านหรือซื้อบ้านยังไงเราต้องดูลักษณะของที่ดินก่อนนะครับ ซึ่งนับว่าเป็นหัวใจหลักสำคัญในการจัดฮวงจุ้ยทั้งหมด การเลือกอย่างถูกต้องในตอนเริ่มต้นดีกว่ามาตามแก้กันในภายหลัง

ลักษณะที่ดี
1. บ้านหรือที่ดินบ้านเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสจะเป็นมงคลที่สุด
2. พื้นที่นอกบ้านควรจะต่ำกว่าพื้นในบ้าน จึงเป็นมงคล

ข้อควรระวัง
1. ที่ดินที่เคยมีต้นไม้ใหญ่อยู่หนาแน่น ควรขุดรากถอนโคนให้หมดเสียก่อนค่อยปลูกบ้าน
2. บ้านที่มีที่ดินด้านหลังบ้านแคบ หน้าบ้านกว้างไม่เป็นมงคล
3. บ้านที่มีที่ดินด้านหลังบ้านกว้าง หน้าบ้านแคบไม่เป็นมงคล
4. บ้านหรือที่ดินที่เว้าแหว่ง ไม่เป็นมงคล เช่น ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือแหว่งไป มีผลกระทบกับพ่อ หรือชายเจ้าของบ้าน และผู้คนในครอบครัว
5. บ้านสร้างบ้านอยู่บนเนินเขาไม่ดี

มองฮวงจุ้ยด้วยเหตุผล

"ฮวงจุ้ย" เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยภูมิพยากรณ์ของประเทศจีน ซึ่งสั่งสมกันมานับพันๆปี หลักของฮวงจุ้ยนั้นจึงเป็นการถ่ายทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่นในแบบของความเชื่อ ซึ่งเป็นวิธีการสอนของคนสมัยก่อนมากกว่าการสอนด้วยหลักเหตุผลแบบวิทยาศาสตร์ แต่เมื่อเรานำความเชื่อของฮวงจุ้ยมาวิเคราะห์กันจริงๆแล้ว จะพบว่าความเชื่อเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับหลักของเหตุและผลอยู่ไม่น้อยทีเดียว

รูปทรงที่ดินแบบต่างๆ

1. "รูปทรงที่ดินปากกว้างก้นแคบ ในตำราฮวงจุ้ยกล่าวเอาไว้ว่าเป็นที่ดินไม่เก็บทรัพย์ เงินทองรั่วไหล เจ้าของบ้านจะมีหนี้สินมากมาย หาเท่าไหร่เป็นหมด และใครที่ปลูกบ้านบนที่ดินลักษณะนี้ชีวิตสมรสจะล้มเหลว" สมัยก่อนประเทศจีนมีการเก็บภาษีที่ดินจากความยาวของด้านที่อยู่ติดถนน ชาวจีนสมัยนั้นจึงไม่นิยมสร้างบ้านบนที่ดินที่มีหน้ากว้าง อีกทั้งบ้านที่มีด้านยาวติดถนนมากๆ มักจะมีปัญหาเรื่องฝุ่น ควัน และเสียงดังรบกวนจากภายนอกได้ง่ายด้วย แต่ถ้าเรามองในแง่ของการค้าแล้ว ที่ดินลักษณะนี้กลับน่าจะเป็นข้อได้เปรียบตรงที่มีพื้นที่ขายหน้าร้านกว้างมากขึ้น

2. "รูปทรงที่ดินสี่เหลี่ยมคางหมูปากแคบ ตำราฮวงจุ้ยเรียกว่าเป็นที่ดิน "ถุงเงิน" เป็นที่ดินที่เก็บทรัพย์ได้ดี แต่อาจต้องดิ้นรนต่อสู้บ้างในช่วงแรกๆ" น่าจะมีเหตุผลมาจากการเก็บภาษีที่ดินของประเทศจีนในสมัยก่อนเช่นเดียวกับข้อแรก ทำให้เจ้าของบ้านบนที่ดินหน้าแคบมีเงินเหลือเก็บมากกว่าบ้านบนที่ดินหน้ากว้าง และหากมองในแง่การออกแบบแล้ว ที่ดินลักษณะนี้มักจะมีปัญหาเรื่องเสียงรถ และฝุ่นควัน รบกวนน้อยกว่าด้วย

3. "ใครปลูกบ้านบนที่ดินใบมีด จะมีแต่อันตราย" การออกแบบบ้านบนที่ดินแคบยาว และมีขนาดเล็กมากๆ อาจมีปัญหาเรื่องการวางตำแหน่งห้องภายในบ้านซึ่งจะทำได้ค่อนข้างยาก โดยเฉพาะที่ดินที่ด้านแคบหันไปทางทิศเหนือ-ใต้ เพราะจะทำให้ออกแบบตัวบ้านเลี่ยงแสงแดดได้ลำบาก ซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้บ้านร้อน จนเจ้าของบ้านอยู่แล้วรู้สึกไม่สบาย อีกทั้งในการออกแบบบ้าน เรายังต้องคำนึงถึงระยะถอยร่นจากเขตที่ดินอย่างน้อย 2 เมตร เพื่อสามารถทำหน้าต่างบ้านได้ ทำให้พื้นที่ที่เหลือสำหรับสร้างบ้านจริงๆ เหลือน้อยมาก จนทำให้การออกแบบบ้านให้ดีนั้นทำได้ยากยิ่งขึ้น

4. "ใครปลูกบ้านบนที่ดินรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ และประสบอุบัติเหตุบ่อยครั้ง จนเป็นเหตุให้มีเรื่องให้เสียเงินเสียทองเสมอ" ที่ดินลักษณะนี้ไม่ว่าจะวางตำแหน่งบ้านแบบไหนก็จะเหลือเศษสามเหลี่ยมมุมแหลม เป็นซอกรั้วบ้าน 2 ด้านเสมอ ซึ่งเป็นรูปร่างของพื้นที่ที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้มากนัก นอกจากจะจัดเป็นสวนหรือระเบียงนั่งเล่น และในแง่ของจิตวิทยาลักษณะซอกมุมเหล่านี้ ยังเป็นมุมที่ทำให้ผู้มองเกิดความรู้สึกอึดอัดอีกด้วย

5. "ที่ดินรูปค้อน มีแต่เรื่องหนักใจ ครอบครัวแตกร้าว มีทุกข์เหมือนกับโดนค้อนทุบ" ที่ดินลักษณะนี้หากเราวางผังบ้านไม่ดีจะเหลือซอกมุมและจุดอับมาก ซึ่งในการออกแบบบ้านที่ดีนั้น เจ้าของบ้านควรจะสามารถมองเห็นบริเวณภายในบ้านทุกๆ ส่วนได้ชัดเจนด้วย เพราะการมีมุมอับทางสายตาในบ้าน จะทำให้เจ้าของบ้านเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัย และเป็นกังวลได้ง่าย ดังนั้นการวางตำแหน่งบ้านบนที่ดินรูปค้อน เราจึงไม่ควรวางตัวบ้านเบี่ยงไปด้านใดด้านหนึ่งมากจนเกินไป

6. "ที่ดินรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสเป็นทำเลฮวงจุ้ยที่ดี ครอบครัวที่อยู่บนทำเลนี้จะอยู่ดีเป็นสุข ไม่ค่อยมีเรื่องที่ทำให้เดือดร้อนใจ" เป็นลักษณะที่ดินที่ออกแบบและวางผังได้ค่อนข้างง่าย ไม่เหลือเศษพื้นที่และมุมอับทางสายตาเหมือนที่ดินหักมุม แต่ความยาวที่เท่ากันทุกด้านนั้น ก็ทำให้บ้านดูไม่น่าสนใจด้วยเช่นกัน

7. "ที่ดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าตามตำราฮวงจุ้ยเป็นที่ดินที่ดีที่สุด ผู้อยู่อาศัยจะดี ครอบครัวมีความสุข" เป็นลักษณะรูปทรงที่ดินที่วางผังบ้านได้ง่ายที่สุด และสามารถออกแบบให้มีพื้นที่เหลือ สำหรับสวนและปลูกต้นไม้ได้มากกว่าที่ดินลักษณะอื่นๆ (ในขนาดพื้นที่เท่ากัน) โดยเฉพาะที่ดินสี่เหลี่ยมผืนผ้า ที่อยู่ทางทิศขวางตะวันหรือมีด้านแคบหันไปทางทิศตะวันออก และตะวันตก เพราะจะช่วยให้เราสามารถออกแบบบ้านรับลมประจำถิ่น ที่พัดมาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ได้เต็มที่

8. "ใครปลูกบ้านบนที่ดินรูปทรงสามเหลี่ยมนั้นไม่ดี จะเจ็บไข้ได้ป่วย เกิดอุบัติเหตุและมีปัญหาเรื่องชู้สาว วิธีแก้คือแบ่งส่วนปลายสามเหลี่ยมออกมุมหนึ่ง จึงสามารถปลูกบ้านได้ แต่ที่ดินนั้นจะต้องมีขนาดใหญ่พอที่จะปลูกบ้านได้ด้วย" ที่ดินรูปสามเหลี่ยมหากมีขนาดเล็กมาก จะทำให้เราออกแบบบ้านได้ค่อนข้างลำบาก เพราะที่ดินลักษณะนี้จะมีมุมของรั้วบ้านซึ่งเป็นซอกไม่น่าดูถึง 2 มุมด้วยกัน ส่งผลให้เกิดความรู้สึกอึดอัดทางสายตา (ซึ่งเราอาจแก้ปัญหาด้วยการปลูกต้นไม้ เพื่อหลบเหลี่ยมมุมและปิดรั้ว) อีกทั้งพื้นฐานของรูปทรงบ้านและห้องภายในบ้านนั้นเป็นสี่เหลี่ยม เมื่อนำไปวางในพื้นที่สามเหลี่ยมจะทำให้เราเสียพื้นที่สำหรับสร้างบ้านมากกว่าที่ดินที่เป็นรูปสี่เหลี่ยม

ห้องต่างๆ ภายในบ้าน ห้องนอน

9. "ห้องนอนกลางบ้านถือเป็นมงคลยิ่ง เพราะตำแหน่งกลางบ้านคือตำแหน่งหัวใจของบ้าน" ห้องนอนเป็นห้องที่ต้องการความเป็นส่วนตัวมากที่สุดในบ้าน การวางตำแหน่งห้องนอนไว้กลางบ้าน จึงทำให้มีความเป็นส่วนตัวมากกว่าห้องนอนที่อยู่ด้านหน้าบ้าน แต่ห้องนอนที่อยู่ในตำแหน่งกลางบ้าน อาจจะมีปัญหาเรื่องการรับแสงธรรมชาติและการระบายอากาศ หากไม่มีช่องเปิด ช่องแสงเพียงพอ และไม่มีส่วนเชื่อมต่อกับภายนอก ดังนั้นเพื่อการระบายอากาศที่ดี ควรออกแบบให้ห้องนอนอยู่ที่ตำแหน่งมุมของบ้าน เพื่อให้แสงและลมเข้าสู่ห้องได้ทั้งสองทาง

10. "ห้องนอนของเจ้าของบ้านอยู่หน้าบ้านถือว่าไม่เหมาะ เพราะหน้าบ้านเป็นตำแหน่งบริวาร ควรอยู่หลังบ้านซึ่งเป็นตำแหน่งประธาน" เพราะห้องนอนถือเป็นสถานที่ส่วนตัว และต้องการความสงบเงียบ หากอยู่หน้าบ้านซึ่งมีการเข้าออกอยู่บ่อยๆจะรบกวนการพักผ่อนของเจ้าของบ้าน แต่หากตำแหน่งหลังบ้านมีสภาพแวดล้อมใกล้เคียงไม่ดีก็ไม่เหมาะที่จะทำเป็นห้องนอนอยู่ดี หลักเกณฑ์นี้จึงไม่ใช่กฎตายตัวเสมอไป

11. "ผู้ที่มีห้องนอนอยู่ติดกับห้องครัว จะทำให้เป็นคนหงุดหงิดโมโหง่าย และสุขภาพเสื่อมโทรม ไม่สบายอยู่บ่อยๆ หากเป็นคู่สามีภรรยา จะทำให้ความสัมพันธ์ไม่ราบรื่นนัก มีเรื่องขัดแย้งกันอยู่เสมอ " เพราะเมื่อมีการประกอบอาหารในห้องครัวจะทำให้เกิดกลิ่น ควัน และความร้อนสะสมอยู่ในห้อง ซึ่งห้องนอนที่อยู่ใกล้ก็จะได้รับผลกระทบเหล่านั้น และส่งผลไปยังผู้ที่อยู่อาศัยในห้องนอนเสียบรรยากาศในการพักผ่อน อันจะมีผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตด้วย

12. "การวางตำแหน่งเตียงนอน โดยหันปลายเท้าหรือหัวเตียงไปที่ประตูห้อง ก็ถือว่าไม่ดีเพราะเป็นตำแหน่งชี่พิฆาต ทำให้ผู้นอนได้รับผลร้าย และมักถูกผีอำบ่อยๆ" การวางเตียงนอนตรงกับประตูห้องไม่ว่าจะวางเตียงในลักษณะใด ก็จะทำให้ผู้นอนนอนหลับอย่างไม่เป็นสุข เพราะประตูเป็นจุดที่มีการเข้าออกอยู่บ่อยๆ รวมทั้งช่องใต้ประตูทำให้เห็นการเคลื่อนไหวจากภายนอก และด้วยสัญชาตญาณระวังภัยของมนุษย์ จึงต้องระแวงอยู่เสมอ

TIPS

ห้องนอนที่ดีควรมีความโปร่งโล่ง มีอากาศถ่ายเทได้ดี มีแสงสว่างจากธรรมชาติส่องถึง และไม่มีภาวะรบกวนจากภายนอก เพื่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของผู้อยู่อาศัย การเลือกวางตำแหน่งห้องนอน จึงไม่ใช่การพิจารณาเพียงแค่การจัดวางห้องไว้ที่ตำแหน่งใดในบ้าน เช่น หน้าบ้าน หลังบ้าน ด้านซ้าย หรือด้านขวา แต่ควรจะคำนึงถึงสภาพแวดล้อมรอบๆ บ้านด้วย เพราะเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อห้องนอนโดยตรง เช่น กิจกรรมของอาคารที่อยู่รอบข้าง ภาวะฝุ่น ควัน เสียง และ มุมมองจากภายในและภายนอกบ้าน

นอกจากสภาพแวดล้อมแล้วทิศทางก็มีผลต่อการวางตำแหน่งห้องนอนมาก ตำแหน่งทิศที่ดีที่สุดในการวางห้องนอนคือ ทิศตะวันออกกับทิศใต้ เพราะจะได้รับประโยชน์จากลมที่มาทางทิศใต้ และแสงแดดในตอนเช้าจากทิศตะวันออก ซึ่งเป็นแดดที่ไม่ร้อนจัด ทำให้ช่วงบ่ายถึงค่ำภายในห้องจะไม่ร้อน

ตำแหน่งเตียงนอนที่ดีที่สุดควรอยู่ในตำแหน่งทแยงมุมกับประตูห้อง และอยู่ชิดกับผนังห้องด้านใดด้านหนึ่ง เพราะสามารถมองเห็นคนที่เข้ามาในห้องได้ หรืออยู่ติดผนังที่มีหน้าต่างอยู่ด้านข้างเพราะอากาศถ่ายเทได้ดีและมีแสงธรรมชาติ ห้องนอนที่มีห้องน้ำในตัวไม่ควรวางหัวเตียงติดกับผนังห้องน้ำ เพราะมีความชื้นและสิ่งสกปรกจากห้องน้ำ และหลีกเลี่ยงการหันหัวเตียงติดกับหน้าต่าง เพราะฝุ่นละออง เขม่าควัน และฝน ที่เข้ามาทางหน้าต่าง อาจมีผลต่อสุขภาพของผู้นอนได้

ที่มา : นิตยสารบ้านและสวน (ฉบับที่ 352 ประจำเดือน ธันวาคม 2548)

ถมที่ดิน กับข้อควรระวัง
โดย อ.มาโนช ประภาษานนท์

ช่วงนี้มีการสร้างบ้านใหม่กันค่อนข้างมาก โดยนิยมซื้อที่ดินเปล่าแล้วมาออกแบบบ้านเอง ซึ่งจะได้บ้านที่ถูกใจมากกว่าไปซื้อบ้านจัดสรรทั่วๆ ไป ปัญหาแรกที่ผมมักจะถูกถามก็คือ เรื่องของการถมที่ดินครับ เพราะเป็นเรื่องแรกที่จะต้องทำก่อนการสร้างบ้านนั่นเอง

ความจริงประเด็นนี้ หลายคนอาจนึกในใจว่า ไม่น่าจะเป็นคำถามเลย เพราะยังไงก็ต้องสร้างบ้านให้ที่ดินสูงกว่าถนนอยู่แล้ว ถูกครับ แต่ใช่ว่าจะถูกทั้งหมด เพราะถ้าถมที่ดินสูงเกินไป อาจสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นได้

หลักฮวงจุ้ยพูดเอาไว้เสมอว่า ทุกอย่างต้องสมดุล ไม่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป ต้องพอดีๆ ครับ อะไรที่สูงเกินไป ต่ำเกินไป ย่อมกลายเป็นผลเสียทั้งสิ้น ที่ดินที่ต่ำกว่าถนน เป็นเรื่องปกติที่คนส่วนใหญ่ก็รู้กันอยู่แล้วว่า ไม่ดี

แต่เดี๋ยวนี้ คนไม่ได้ดูแค่ถนนกันแล้ว แต่จะเปรียบเทียบจากบ้านข้างๆ ว่าสูงเท่าไร

บ้านที่จะสร้างใหม่จะต้องสูงกว่า ทำให้พื้นที่ดินเกิดความสูงต่ำไม่เท่ากัน บางบ้านถมที่สูงกว่าถนนมาก ทำให้เสียสภาพที่ดีไปในทันที

ตามหลักฮวงจุ้ยบอกเอาไว้ว่า บ้านที่ยกพื้นดินสูงกว่าถนนหน้าบ้านมากๆ จะทำให้กระแสชี่ไหลเข้าบ้านลำบาก ไม่ราบรื่น เปรียบเสมือนมีภูเขาหรือเขื่อนกั้นอยู่หน้าบ้าน ซึ่งหมายถึงเป็นบ้านขัดทรัพย์ไปอย่างน่าเสียดาย

วิธีที่ดี จะต้องพิจารณาระดับของพื้นถนนเป็นหลักครับ โดยปกติทั่วไปความสูงในการถมที่ดินจะอยู่ในระดับ 50-80 เซนติเมตร จากระดับของถนนหน้าบ้าน ยกเว้นว่า รู้แน่ๆ ว่าจะมีการทำถนนใหม่ด้านหน้าบ้านให้สูงขึ้น อาจจะถมที่ดินเผื่อไว้ให้สูงกว่าระดับนี้ได้ครับ

กรณีสร้างบ้านบนเนินอาจถมที่ดินให้มีความต่างระดับกันก็ได้ โดยส่วนของตัวบ้านที่อยู่บนเนินอาจมีระดับที่สูงกว่าระดับ 50-80 เซนติเมตรก็ได้ แต่ถ้าถมสูงมากจะต้องปรับพื้นแบบไล่ระดับ โดยพิจารณาจากถนนหน้าบ้านเป็นหลัก

ปัญหาอีกอย่างหนึ่งในเรื่องของการถมที่ดินที่ต่างระดับกัน จะต้องคำนึงถึงเรื่องการไหลของน้ำเวลาฝนตกด้วย หลักฮวงจุ้ยบอกว่า บ้านต้องไม่อยู่ในตำแหน่งรับน้ำ หรือน้ำไหลชนตัวบ้าน ส่วนใหญ่การปรับระดับของที่ดิน มักจะนิยมทำในลักษณะที่เป็นเนินหลังเต่า เวลาฝนตกน้ำจะไหลข้างตัวบ้านทั้งสองทาง เพราะฉะนั้น การถมที่ดินในลักษณะเนินหลังเต่า จึงถือว่าเข้าลักษณะที่ดีตามหลักฮวงจุ้ย

นอกจากนี้ เรื่องของการถมที่ดินเพื่อปลูกสร้างบ้าน ยังมีเคล็ดลับเกี่ยวกับการนำดินมาถมอีกด้วย โดยในตำราจะบอกเอาไว้ว่า ดินที่นำมาถมนั้น จะต้องเป็นดินที่มีคุณภาพดี มาจากแหล่งที่ดี ห้ามนำพวกขยะ เศษหิน เศษปูน มาถม ดินส่วนใหญ่ที่ดีจะต้องไม่มีประวัติที่เสีย เช่น เป็นดินที่ขุดมาจากสถานที่ ที่เคยเกิดภัยพิบัติ ไฟไหม้ ตึกถล่ม สุสาน หรือสถานที่ที่มีคนตายหมู่ ในทางฮวงจุ้ยจะถือว่าอัปมงคลอย่างยิ่ง เพราะดินจะมีเชื้อแห่งความสูบเสียและจิตวิญญาณของคนตายติดมาด้วย

ดินที่มีลักษณะดี ส่วนใหญ่จะเป็นดินร่วนผสมดินเหนียว ซึ่งเป็นดินที่เหมาะกับการเพาะปลูก แหล่งดินส่วนใหญ่ที่นำมาถม จึงได้มาจากทุ่งนา ไร่สวน ที่มีสภาพดินที่ดีอยู่แล้ว

กรณีกลับกัน บ้านจำเป็นต้องปลูกสร้างบนที่ดินที่มีประวัติเสีย ก็สามารถแก้ไขได้โดยการขุดหน้าที่ดินเก่าออก แล้วเอาดินใหม่ถมเข้าไปแทน ไม่ใช่เอาดินใหม่ถมทับเข้าไป อย่างนี้เชื้อดินเดิมจะยังคงอยู่ จะส่งผลเสียเช่นกัน

บางตำราระบุเอาไว้ด้วยว่า บริเวณที่จะสร้างบ้าน จะต้องเอาตาข่ายปูรอบที่ดินก่อนที่จะสร้างบ้านลงไป เพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้ายที่อยู่ใต้ดินไม่ให้มารบกวนคนในบ้าน ซึ่งเป็นความเชื่อของคนสมัยก่อน ตาข่ายที่นำมาปูจะต้องผ่านการทำพิธีมาก่อนจึงจะนำมาใช้ได้ เพราะเป็นการแก้เรื่องของจิตวิญญาณโดยตรง

เห็นไหมครับ เรื่องของการถมที่ดินก็ต้องให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ บางครั้งอาจส่งผลเสียอย่างใหญ่หลวงชนิดคาดไม่ถึงเลยก็ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าทำได้แต่เริ่มแรกก็ไม่ควรละเลยนะครับ


นายประกาศ attached the following image(s):
land01.jpg

land02.jpg

land03.jpg

สูตรเด็ดรับมือปัญหาสิวและผิวมัน

ช่วงปิดเทอมหน้าร้อน สาวๆ อาจจะมีปัญหาเรื่องสิวและผิวมันกันแน่เลย เพราะไม่ว่าจะเป็นครีมกันแดด ที่ต้องทากันเป็นประจำ ทำให้ผิวอุดตันได้ง่าย และ ยังจะเป็นความร้อน แสงแดด ที่ทำให้เกิดสิ่งสกปรก และไขมันบนใบหน้า สำหรับบางคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย อาจจะเกิดเป็นสิวอักเสบ สิวหัวช้าง ทำให้เกิดปัญหารอยแผลเป็น จากสิวตามมาได้

วันนี้มีสูตรดูแลผิว ทั้งรักษาและช่วยป้องกันการเกิดสิว ลดปัญหาผิวหน้ามันได้ดีอีกด้วยคะ

สาวๆ ที่ชื่นชอบทานผลไม้ รู้มั้ยเอ่ยว่า ผลไม้นอกจากอร่อยแล้วยังนำมาใช้เป็นทรีทเม้นต์ รักษาปัญหาสิวและผิวมันได้ด้วย ผลไม้นอกจากทานเพื่อผิวสวยแล้ว ยังสามารถนำมาใช้บำรุงผิวได้โดยตรงอีกต่างหากคะ ครบถ้วนกับประโยชน์นานับประการของผลไม้จริงๆ สูตรกล้วยที่อุดมด้วยสาร mucopolysaccharides ช่วยต้านอนุมูลอิสระและซ่อมแซมผิวที่บอบช้ำจากอาการสิวได้ เพียงบดกล้วยน้ำหว้าขนาดกลาง 1 ผล นำไปผสมให้เข้ากันกับน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ สามารถใช้ทาได้ทั่วใบหน้า หรือจะแต้มเฉพาะส่วนที่เกิดสิวอักเสบก็ได้คะ ถ้ากลัวเรื่องหน้ามัน สูตรนี้เหมาะกับสาวผิวแห้งเป็นที่สุด เพราะจะได้เรื่องความเนียนนุ่ม ชุ่มชื้น จากน้ำผึ้งด้วยคะ

ส่วนสาวผิวมันไม่ต้องกังวลคะ ให้ใช้น้ำสัปปะรดคั้นสดผสมให้เข้ากันกับข้าวโอ๊ตหรือธัญพืช มาส์กหน้าทิ้งไว้ สัปปะรดมีส่วนช่วยในการกำจัดเซลส์ผิวที่ตายแล้ว ลดการสะสมของแบคทีเรีย ที่ทำให้เกิดสิวอักเสบได้คะ และยังช่วยลดความมันบนใบหน้าได้เป็นอย่างดี

ผักก็รักษาสิวได้ ผักสวนครัวบ้านเรานี้ล่ะคะ ลองหยิบใบสะระแหน่ สมุนไพรไทยที่หาได้แสนจะง่าย เอามาบดให้ละเอียดและพอกไว้บนสิวตัวดีที่มีปัญหา ความเย็นจากน้ำสะระแหน่จะช่วยลดอาการบวมแดงจากสิวได้ และสะระแหน่ยังมีฤทธิ์ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ลดอาการอักเสบของสิวได้อีก

ก่อนเข้านอนคืนนี้ ลองสูตรน้ำแอพพริคอตคั้นสด นำสำลีชุบและเช็ดเบาๆ บนผิวหน้า ช่วยลดอาการแสบและแดงของสิวอักเสบได้คะ แถมยังช่วยป้องกันปัญหารอยแผลเป็นจากสิวเมื่อสิวหายแล้วได้อีกด้วย ส่วนใครที่ชื่นชอบพวกน้ำมันหอมระเหย หรือ Essential Oil แนะนำ ลาเวนเดอร์ หยดลงในน้ำสะอาดสักสองสามหยด จากนั้นคนให้เข้ากัน และใช้สำลีจุ่ม นำไปแตะบนสิว หรือทารอยดำแดง ไม่ต้องล้างออกก็ได้นะ ทิ้งไว้และนอนหลับได้เลยคะ ลองทำสักอาทิตย์ละสองครั้ง รับรองว่าเห็นผลสิวและรอยแดงดำจะเลือนหายไปแน่นอน

สูตรดูแลผิว รักษาปัญหาสิวและผิวมันที่ทำเองได้ง่ายๆ แบบนี้ ลองเอาไปทำดูนะคะ จะได้ไม่ต้องกังวลกับฤดูร้อนนี้ ไม่ต้องงดออกสื่อกันแล้วล่ะค่า

ขอขอบคุณข้อมูลจาก lauriermybrand.com

โรคเพลียเรื้อรัง..แค่ฟัง ก็เพลีย

สาวๆ เคยรู้สึกเพลียเหลือเกินกับชีวิตไหมคะ?

เพลียในที่นี้หมายถึงเหนื่อยกายนะคะไม่ใช่เหนื่อยใจ แบบว่าเหนื่อยอ่อน เพลีย ไร้เรี่ยวแรง ปวดเมื่อยเนื้อตัว ไปสปาก็แล้ว พักผ่อนก็แล้ว ถึงจะนอนทั้งวัน แต่ร่างกายก็ยังรู้สึกเพลีย ทั้งที่วันๆ ก็ไม่ได้ทำงานหนักหนาสาหัสสักเท่าไหร่ เป็นไปได้ว่าคุณกำลังเสี่ยงที่จะเป็นโรคเพลียเรื้อรังค่ะ!

มารู้จักกับโรค (แสนจะ) เพลีย

เจ้าโรคเพลียเรื้อรังนี่หลายคนอาจจะตกใจว่ามีด้วยเหรอ โรคที่ชื่อฮาขนาดนี้ แต่เจ้าโรคนี้มีจริงๆ ค่ะ ชื่อทางการแพทย์ก็คือ Chronic Fatigue Syndrome หรือ CFS ไม่ใช่อาการเจ็บไข้ได้ป่วยทั่วไปอย่างไข้หวัดหรือกล้ามเนื้ออักเสบ เพราะหากเป็นการเจ็บป่วยตามธรรมดาเหล่านี้ เราจะอธิบายได้และค้นหาสาเหตุได้ แต่อาการป่วยจาก CFS ยังหาสาเหตุไม่พบและอธิบายไม่ได้

อาการของโรคนี้ค่อนข้างวินิจฉัยยากเพราะคล้ายกับหลายโรค โดยเฉพาะไข้หวัดใหญ่ และบางทีก็เกิดจากสร่างไข้ใหม่ ๆ เลยทำให้ตัวคุณเองอาจไม่แน่ใจว่าเพราะยังไม่ฟื้นไข้ดีหรือเปล่า โรค CFS ทำให้ภูมิต้านทานโรคตกลง และมีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง บางคนมีความจำเสื่อม สมาธิสั้นลง ปวดตามข้อหรือกล้ามเนื้อ เจ็บต่อมน้ำเหลือง (เช่น ตรงรักแร้ ขาหนีบ ฯลฯ) และเจ็บคอ

ข้อมูลจาก Mayo Clinic เผยว่า พบภาวะเหนื่อยเรื้อรังนี้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 2-4 เท่า แต่ตัวเลขนี้เอาแน่ยังไม่ได้ อาจเป็นไปได้ว่าเพราะผู้หญิงใส่ใจสุขภาพมากกว่า พอรู้สึกไม่สบายก็มักไปหาหมอมากกว่าผู้ชายเลยมีสถิติมากกว่าก็เป็นได้ อ.จูดี มิโควิทส์ และคณะ แห่งสถาบันวิทท์มอร์ พีเทอร์ซัน สถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐฯ และคลินิกคลีฟแลนด์ สหรัฐฯ พบไวรัสมีชื่อว่า 'XMRV' ในเลือดของคนไข้ CFS 68 ใน 101 คน = 67.3% เทียบกับคนที่มีสุขภาพดีพบไวรัสนี้ 8 ใน 128 = 6.25%

ยังไม่มีใครทราบว่าภาวะเพลียเรื้อรังเกิดจากอะไรกันแน่ ชื่อนี้ได้มาจากอาการที่แสดงให้เห็น เพราะไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกอ่อนเพลียมากๆ แม้จะพักผ่อนมากเท่าไรแล้วก็ตาม ทั้งเหนื่อยล้าเกินกว่าอยากจะหยิบจับทำอะไรๆ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการทำงานและการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมาก

ระวัง! คุณอาจจะอยู่ในภาวะเพลียเรื้อรัง

การสังเกตตัวเองอยู่เสมอ จะทำให้คุณรู้ตัวได้เร็วกว่าว่าคุณกำลังเสี่ยงกับโรคนี้อยู่หรือเปล่า บ่อยครั้งที่ภาวะเหนื่อยเรื้อรังเกิดหลังจากป่วยเล็กๆ น้อยๆ เช่นว่าเป็นไข้หวัดหรือท้องเสีย บางครั้งก็เกิดในช่วงที่เครียดจัด แต่ก็มีเหมือนกันที่อยู่ดีๆ ก็เป็นขึ้นมาโดยไม่มีอาการเตือนหรือไม่สบายมาก่อน ปกติแล้วอาการจะเกิดแบบต่อเนื่อง หรือเป็นๆ หายๆ ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 6 เดือน

เพราะอาการของโรคนี้จะคลุมเครือชี้ชัดได้ยากกว่าเป็นอะไรกันแน่ และแพทย์น้อยคนนักที่จะนึกถึง ซึ่งถ้าแพทย์ให้การรักษาตามอาการแล้วยังไม่ดีขึ้น หรือมีหลายอาการประกอบกัน ก็เข้าข่ายว่าน่าจะเป็นภาวะเหนื่อยเรื้อรัง

รักษาได้ แต่ไม่หายขาด

เพราะไม่มียาเฉพาะที่จะรักษาโรคนี้ให้หายขาด การรักษาตามอาการและการดูแลสุขภาพกายและใจจึงเป็นหนทางเดียวในขณะนี้ที่จะช่วยบรรเทาได้ พร้อมๆ ไปกับการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น ทานอาหารให้สมดุล พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายเบาๆ เป็นประจำ หลีกเลี่ยงความเครียด

ที่สำคัญพอรู้ตัวว่าเป็นหรือเพียงแค่สงสัยก็ควรรีบกำจัดสิ่งที่จะไปกระตุ้นให้เป็นหนักขึ้นนั้นซะ ที่สำคัญหากคิดว่าตนเองมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้แล้ว ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

เข้าใจว่าชื่อโรคอาจจะฟังดูไม่น่าเชื่อว่าจะมีเท่าไหร่ แถมฟังดูไม่น่าอันตรายอะไร แต่หากทิ้งไว้เพราะคิดว่าเป็นโรคเล็กๆ น้อยๆ ไม่น่ากลัวคงไม่ดีแน่ เพราะโรคนี้ก็เหมือนกับโรคอื่นๆ ทั่วไป ที่ยิ่งปล่อยทิ้งไว้ รังแต่จะเป็นอันตรายร้ายแรงในอนาคต

by Daaw Chonlada

ขอขอบคุณข้อมูลจาก chicministry